<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Healthy - TsupamaN.com</title>
	<atom:link href="https://www.tsupaman.com/tag/healthy/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.tsupaman.com/tag/healthy</link>
	<description>ทำเว็บไซต์ด้วย Wordpress</description>
	<lastBuildDate>Mon, 16 May 2016 06:14:54 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.8.1</generator>
	<item>
		<title>ปวดเมื่อยร่างกายเรื้อรัง เตือนระวัง ‘วัณโรคกระดูก’</title>
		<link>https://www.tsupaman.com/2014/02/%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%81</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[TsupamaN]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 24 Feb 2014 02:29:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[ความรู้รอบตัว]]></category>
		<category><![CDATA[วัณโรคกระดูก]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.tsupaman.com/?p=586</guid>

					<description><![CDATA[<p>เอ่ย ถึงโรคภัยไข้เจ็บในยุคปัจจุบัน อาจเรียกได้ว่า มีอยู่ด้วยกัน หลายโรคหลายอาการทั้งที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ และโรคเก่าเกิดการกลายพันธุ์ รวมถึงโรคอันตรายที่มีเปอร์เซ็นต์การพบไม่มากนัก เฉกเช่นเดียวกับ วัณโรคกระดูก ซึ่งอาจเป็นโรคที่ใครหลายคนยังไม่รู้จัก? นพ.อาทิตย์  หงส์วานิช ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลบี เอ็น เอช ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ว่า วัณโรคกระดูก เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกส่วนของร่างกาย แต่ส่วนใหญ่จะพบ   ผู้ป่วยวัณโรคปอดเสียมากกว่าประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ อีก 10-15 เปอร์เซ็นต์ ถึงจะเป็นวัณโรคกระดูก ซึ่งการติดเชื้อพบได้ทุกอายุ เพศหญิงและชายมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้เท่า ๆ กัน “วัณโรคกระดูกสามารถตรวจพบได้ทางกระแสเลือดและในระบบน้ำเหลือง ซึ่งเชื้อโรคจะเข้าไปเกาะตามกระดูก และข้อต่อต่าง ๆ จึงทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณนั้น โดย ร่างกายจะได้รับเชื้อโรคจาก 2 ทางด้วยกัน คือ จากการหายใจ เข้าไป เมื่อเข้าไปอยู่ที่ปอดแล้วไม่ติดอยู่ที่ปอดแต่วิ่งไปในกระแสเลือดแล้ววิ่งมา เกาะที่กระดูก อีกทางหนึ่ง คือ การทานอาหารที่มีเชื้อวัณโรคปนเปื้อน แทนที่เชื้อโรคจะไปติดอยู่ในส่วนของกระเพาะสำไส้กลับไม่ติด แต่เข้าไปในกระแสเลือดแล้วเข้าไปติดที่กระดูกแทน” เมื่อเชื้อโรคเข้าไปเกาะอยู่ตามกระดูก ตามเส้นเอ็นต่าง [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.tsupaman.com/2014/02/%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%81">ปวดเมื่อยร่างกายเรื้อรัง เตือนระวัง ‘วัณโรคกระดูก’</a> appeared first on <a href="https://www.tsupaman.com">TsupamaN.com</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เอ่ย ถึงโรคภัยไข้เจ็บในยุคปัจจุบัน อาจเรียกได้ว่า มีอยู่ด้วยกัน หลายโรคหลายอาการทั้งที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ และโรคเก่าเกิดการกลายพันธุ์ รวมถึงโรคอันตรายที่มีเปอร์เซ็นต์การพบไม่มากนัก เฉกเช่นเดียวกับ <strong>วัณโรคกระดูก</strong> ซึ่งอาจเป็นโรคที่ใครหลายคนยังไม่รู้จัก?</p>
<p><a href="https://www.tsupaman.com/wp-content/uploads/2014/01/wannarok-bone.jpg" data-rel="lightbox-gallery-Ohd2qnqj" data-rl_title="" data-rl_caption="" title=""><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-587" alt="wannarok-bone" src="https://www.tsupaman.com/wp-content/uploads/2014/01/wannarok-bone.jpg" width="260" height="256" /></a></p>
<p>นพ.อาทิตย์  หงส์วานิช ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลบี เอ็น เอช ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ว่า วัณโรคกระดูก เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกส่วนของร่างกาย แต่ส่วนใหญ่จะพบ   ผู้ป่วยวัณโรคปอดเสียมากกว่าประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ อีก 10-15 เปอร์เซ็นต์ ถึงจะเป็นวัณโรคกระดูก ซึ่งการติดเชื้อพบได้ทุกอายุ เพศหญิงและชายมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้เท่า ๆ กัน</p>
<p>“วัณโรคกระดูกสามารถตรวจพบได้ทางกระแสเลือดและในระบบน้ำเหลือง ซึ่งเชื้อโรคจะเข้าไปเกาะตามกระดูก และข้อต่อต่าง ๆ จึงทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณนั้น โดย ร่างกายจะได้รับเชื้อโรคจาก 2 ทางด้วยกัน คือ จากการหายใจ เข้าไป เมื่อเข้าไปอยู่ที่ปอดแล้วไม่ติดอยู่ที่ปอดแต่วิ่งไปในกระแสเลือดแล้ววิ่งมา เกาะที่กระดูก อีกทางหนึ่ง คือ การทานอาหารที่มีเชื้อวัณโรคปนเปื้อน แทนที่เชื้อโรคจะไปติดอยู่ในส่วนของกระเพาะสำไส้กลับไม่ติด แต่เข้าไปในกระแสเลือดแล้วเข้าไปติดที่กระดูกแทน”</p>
<p>เมื่อเชื้อโรคเข้าไปเกาะอยู่ตามกระดูก ตามเส้นเอ็นต่าง ๆ แล้วจะปล่อยเอ็นไซม์บางอย่างออกมา ซึ่งเอ็นไซม์เหล่านี้จะเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อ ทำลายกระดูก เส้นเอ็น ข้อต่าง ๆ รวมทั้งยังก่อตัวเป็นหนองด้วย จึงทำให้คนไข้มีอาการปวด โดยอาการปวดนั้น เกิดจาก 3 สาเหตุด้วยกัน</p>
<p>สาเหตุแรก เกิดจาก หนอง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทุกจุดไม่ว่าจะเป็นจุดใดก็ตามที่เชื้อโรคเข้าไปเกาะ ต่อมา เกิดจากการที่เชื้อโรคเข้าไปทำลายกระดูกและข้อ จึงจะทำให้มีอาการปวด สุดท้าย เมื่อเชื้อโรคเข้าไปทำลายข้อจนเกิดความเสียหายทำให้อวัยวะส่วนนั้นใช้งานได้ ไม่เป็นปกติ จะมีการขัดกันแทนที่จะเป็นข้อต่อปกติ มีเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนที่ปกติ เมื่อถูกทำลายไปแล้วเวลาขยับก็จะเจ็บ เกิดอาการปวดขึ้นมา</p>
<p>อาการแสดงเมื่อได้รับเชื้อไปแล้ว ในช่วง 1-2 อาทิตย์แรกจะไม่ค่อยปวด แต่เมื่อผ่านไปประมาณ 1 เดือน ถึงจะเริ่มมีอาการปวดแบบชัดเจนขึ้น โดยจะค่อย ๆ ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ</p>
<p>“เวลาที่มีปัญหาปวดแล้วไปพบหมอ ถ้าบอกอาการว่าปวดมาอาทิตย์หนึ่ง หมออาจ  จะยังไม่สงสัยโรคที่อันตราย แต่พอรักษาแล้วผ่านไป 2 อาทิตย์ อาการไม่ดีขึ้น ตรงนี้เมื่อกลับมาหาหมออีกครั้ง หมอจะเริ่มสงสัยแล้วว่าอาจจะเป็นอาการของโรคอื่นซ่อนเร้นอยู่ ไม่ใช่อาการปวดของกล้ามเนื้อธรรมดา</p>
<p>โรคอื่นที่ซ่อนเร้นนี้ อาจจะเกิดจากเอ็นกล้ามเนื้อฉีกขาดมากกว่าที่หมอคิด หรือเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อม กระดูกสันหลังเคลื่อน หรืออาจจะเป็นการติดเชื้อก็ได้ ซึ่งอาจจะไม่ใช่วัณโรคแต่เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียตัวอื่น”</p>
<p>เมื่อหมอสงสัย สิ่งที่หมอจะทำ คือ การหาสาเหตุ อาจ   จะตรวจเอกซเรย์ธรรมดาไว้ก่อน ถ้าดูฟิล์มเอกซเรย์แล้วปกติ ไม่สามารถอธิบายอาการปวดได้ หมอจะตรวจเพิ่ม เช่น ส่งไปสแกนด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า หรือตรวจเลือด จะช่วยให้ทราบสาเหตุได้ง่ายขึ้น เพราะผลเลือดจะบอกทันทีว่า คนไข้มีการติดเชื้อในร่างกายหรือไม่ จะได้ตรวจหาต่อไปว่าเป็นเชื้อชนิดใดเพื่อจะได้ทำการรักษาได้อย่างถูกต้อง</p>
<p><em>วัณโรคกระดูก</em>ส่วนใหญ่จะเป็นที่กระดูกสันหลังส่วนเอวประมาณ 30-50 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือ 2 ใน 3 จะกระจายไปในส่วนต่าง ๆ ของกระดูก ซึ่งจะเป็นจุดใดก็ได้ โดย คนไข้ที่เป็นวัณโรคปอดจะไม่มีวัณโรคกระดูกซ่อนอยู่ ทำให้หมอมุ่งรักษาที่ปอดอย่างเดียว แต่สำหรับคนไข้ที่เป็นวัณโรคกระดูก ไม่ว่าจะเป็นส่วนใดก็ตาม หมอจะต้องส่งไปตรวจปอดด้วย เพราะมีโอกาสเป็นวัณโรคปอดร่วมด้วยประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ เพื่อจะได้ทำการรักษาทั้ง 2 จุด ไปพร้อม ๆ กัน</p>
<p>ที่สำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ เมื่อมีคนในบ้านเป็นวัณโรคไม่ว่าจะเป็นที่ปอดหรือกระดูก นอกจากรักษาคนไข้แล้ว ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือสมาชิกในครอบครัวของผู้ป่วย ควรพบแพทย์เป็นระยะเพื่อตรวจสุขภาพ ป้องกันการติดเชื้อจากผู้ป่วยด้วย</p>
<p>“เนื่องจาก<span style="text-decoration: underline;">วัณโรคกระดูก</span>เป็นโรคติดเชื้อที่สามารถถ่ายทอดไปยังผู้อื่นได้ ฉะนั้น คนที่มีโอกาสติดเชื้อนี้ได้ คือ คนที่มีร่างกายอ่อนแอ ไม่ว่าจะเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีลงไป กลุ่มผู้สูงอายุ 60-65 ปีขึ้นไป เพราะร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำสามารถติดเชื้อได้ง่ายขึ้น บุคคลทั่วไปก็มีโอกาสที่จะติดเชื้อได้เช่นเดียวกัน จากสิ่งแวดล้อม การหายใจ การอยู่ในที่ชุมชนที่มีคนแออัดมาก ๆ หรือว่าสกปรก รวมทั้ง การทานอาหารที่ไม่สะอาด”</p>
<p><strong>วัณโรคกระดูก</strong>สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยผู้ป่วยต้องทานยาติดต่อกันอย่างน้อย 6-12 เดือน ใน บางรายอาจจะต้องทำการ ผ่าตัดร่วมด้วย เช่น มีหนองจำนวนมาก หรือเชื้อโรคกินกระดูกไปมาก การผ่าตัดก็จะเข้าไปเอาหนองออก รวมทั้งขูดเอาเนื้อที่ตายแล้วออกด้วยขึ้นอยู่กับว่าเป็นที่ตำแหน่งใด ถ้าเป็นข้อต่ออาจจะเชื่อมข้อให้ ถ้าเป็นในส่วนของกระดูกสันหลัง อาจจะต้องใส่เหล็กเข้าไปเพื่อไปดามกระดูกควบคู่ไปด้วย</p>
<p>นพ.อาทิตย์ กล่าวว่า คนทั่วไปไม่มีทางรู้ว่าตนเองเป็นวัณโรคกระดูกอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่ทุกคนรู้ได้ก็คือ ความผิดปกติ เมื่อเกิดอาการปวดขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย จะต้องสังเกตอาการปวดของตัวเองว่า เป็นอาการปวดแบบใด ถ้าเป็นการปวดไม่มีอย่างอื่นแทรกซ้อน คือ ไม่มีไข้ ไม่เพลีย มีแต่อาการปวดอย่างเดียว ถ้ากินยาแก้ปวด ได้พักผ่อน ขยับตัวน้อยลง เมื่อผ่านไป 2-3 วัน อาการจะต้องดีขึ้น หรืออย่างมากสุด เมื่อมาหาหมอ ได้รับการรักษา เช่น กินยาลดการอักเสบ ลดอาการปวด ผ่านไป 1-2 อาทิตย์ จะต้องหายปวดกลับมาเป็นปกติ แต่ถ้ายังปวดเรื้อรังอยู่ ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุต่อไปอย่าปล่อยทิ้งไว้นาน มิฉะนั้นอาจสายเกินแก้.</p>
<h3><strong>สรรหามาบอก</strong></h3>
<p>&#8211; โรงพยาบาลกรุงเทพ ร่วมกับศูนย์เยาวชนลุมพินี สำนักวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยวกรุงเทพมหานคร เชิญชวนผู้รักสุขภาพร่วมงาน “รวมพลคนกรุงสุขภาพดี” ฟังบรรยายจากแพทย์ในหัวข้อ “อยู่อย่างไร…ให้ห่างไกลเบาหวาน” บริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น (โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย) ในวัน    อาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน 2553 เวลา 06.00-09.00 น. ณ อาคารพลเมืองอาวุโส กรุงเทพมหานคร สวนลุมพินี และ ใน     วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน 2553 โรงพยาบาลวัฒโนสถ     ขอเชิญท่านที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม “Knock Out Lung Cancer” รับฟังเสวนาความรู้สุขภาพเรื่อง “หยุดมะเร็งปอด   ให้อยู่หมัด” เวลา 09.00-14.00 น. ณ ชั้น G โรงพยาบาล วัฒโนสถ สอบถามโทร. 1719</p>
<p>&#8211; โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงาน “Brain Explorer” รับฟังบรรยายจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง ในวันที่ 11-14 พฤศจิกายน 2553 เวลา 11.00- 20.00 น. ณ แฟชั่น ฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม ภายในงานมีกิจกรรมเสริมความรู้และให้คำปรึกษาทุกเรื่อง  เกี่ยวกับสมอง รวมถึงบริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สนใจโทร. 0-2667-2000</p>
<p>&#8211; โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงานสัมมนา “Golden Hours in Pediatrics” ครั้งที่ 25 เรื่อง “เมื่อลูกเป็นหนุ่มเป็นสาวก่อนวัย” พร้อมแนวทางการดูแลทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ในวันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2553 เวลา 11.30-15.30 น. ณ ห้องประชุมชั้น 7 สมิติเวช ศรีนครินทร์ สนใจสำรองที่นั่ง โทร. 0-2378-9000</p>
<p>&#8211; มูลนิธิโรคหืดแห่งประเทศไทยร่วมกับชมรมถุงลมโป่งพอง จัดงาน “วันถุงลมโป่งพองโลก” ในวันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายน 2553 เวลา 12.00-16.00 น. ณ ห้องศรีสุริยวงศ์ ชั้น 11 โรงแรมตะวันนา ถนนสุรวงศ์ ภายในงานมีนิทรรศการความรู้ บริการตรวจสมรรถภาพทางปอด ความดันโลหิต ฯลฯ สนใจสำรองที่นั่งและร่วมงานฟรี! โทร. 0-2617-0649 และ 08-6535-0872.</p>
<h3><strong>เคล็ดลับสุขภาพดี : โภชนาการที่ดี ช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้</strong></h3>
<p>น้ำนมแม่  ถือเป็นอาหารที่ดีที่สุดของทารกในการป้องกันโรคต่าง ๆ โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้ แต่ปัจจุบันนี้มีหลากหลายสาเหตุที่ทำให้คุณแม่ไม่สามารถให้นมลูกน้อยได้ครบ กำหนด จึงต้องหันไปพึ่งนมผงแทน ซึ่งนมผงนั้นก็มีหลากหลายรูปแบบให้คุณแม่เลือก วันนี้เคล็ดลับสุขภาพดีมีคำแนะนำดี ๆ เกี่ยวกับการเลือกนมผงให้ลูกน้อยมาฝากกันค่ะ</p>
<p>เมื่อไม่นานมานี้บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ได้จัดสัมมนาให้ความรู้ในหัวข้อ “ลูกน้อยห่างไกลภูมิแพ้ เริ่มที่คุณแม่และโภชนาการ”  เพื่อชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเลือกโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับทารกเพื่อ ลดความเสี่ยงของการเกิดภูมิแพ้ โดย รศ.นพ.ปีเตอร์ เคนเนธ สมิธ จากมหาวิทยาลัยบอนด์และมหาวิทยาลัยกริฟฟิธ ประเทศออสเตรเลีย ให้ความรู้ว่า การแพ้อาหารเป็นอาการภูมิแพ้ที่พบบ่อยมากขึ้น โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามีอุบัติการณ์การแพ้อาหารเพิ่มขึ้นถึง 500 เปอร์เซ็นต์ในทารกทั่วโลก โดยพบว่ามีการแพ้นมวัวมากที่สุดในอาการภูมิแพ้ที่เกี่ยวข้องกับอาหาร</p>
<p>ดังนั้นการเลือกโภชนาการที่เหมาะสมเพื่อการเจริญเติบโตของทารกถือเป็นสิ่ง สำคัญ ควรเลือกอาหารที่ย่อยง่ายและละลายได้ดี โดยสังเกตได้ว่า “เคซีน” ซึ่งเป็นโปรตีนที่พบในนมวัว  จะไม่ละลายน้ำและเป็นสาเหตุหลัก อย่างหนึ่งของการแพ้อาหารในทารก แพทย์ทั่วโลกจึงอยากให้มารดาเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ เพราะเป็นอาหารที่ดีสำหรับทารก ซึ่งกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของ นมมารดาประกอบด้วย โปรตีนเวย์ที่ละลายน้ำ ทั้งยังมีจุลินทรีย์สุขภาพที่มีประโยชน์ในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับ ทารกอีกด้วย</p>
<p>แต่ในกรณีที่ไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมมารดาอย่างต่อเนื่อง ควร  เลือกนมสูตรพิเศษไฮโปรอัลเลอเจนิก (H.A.) ที่มีผลวิจัยรับรองแทน โดยนมผงสูตร H.A. ได้จากการย่อยโปรตีนจากนมโดยใช้ความร้อน เอ็นไซม์และความดัน ซึ่งจากการศึกษางานวิจัยหลายชิ้นพบว่า การให้นมที่มีส่วนประกอบของโปรตีนเวย์ 100 เปอร์เซ็นต์และผ่านการย่อยด้วยเอ็นไซม์และความร้อนเพื่อให้โมเลกุลเล็กลง จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคภูมิแพ้ในทารกที่มีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว เมื่อเทียบกับทารกที่เลี้ยงด้วยนมวัวซึ่งมีโปรตีนที่ไม่ผ่านกระบวนการย่อย โดยมีผลการวิจัย GINI ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐในเยอรมนีทดลองทารก 2,252 คน พบว่านมสูตรพิเศษนี้สามารถป้องกันโรคภูมิแพ้ประเภทผื่นแพ้ผิวหนังในกลุ่ม ทารกที่ศึกษาจนถึงอายุ 6 ปี</p>
<p>อย่างไรก็ตามคุณหมอแนะนำ เพิ่มเติมว่า เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดโรคภูมิแพ้ ควรให้ทารกดื่มนมมารดาเพียงอย่างเดียวต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน และตัวคุณแม่เองควรรับประทานอาหารอย่างสมดุล ไม่รับประทานอาหารบางประเภทมากเกินไปและควรรับประทานอาหารเสริมที่มี จุลินทรีย์สุขภาพทั้งก่อนและหลังคลอด เพื่อลูกน้อยจะได้แข็งแรงเติบโตอย่างมีคุณภาพ และปลอดภัยจาก <strong>วัณโรคกระดูก</strong> ครับ.</p>
<p>The post <a href="https://www.tsupaman.com/2014/02/%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a2-%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%93%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%81">ปวดเมื่อยร่างกายเรื้อรัง เตือนระวัง ‘วัณโรคกระดูก’</a> appeared first on <a href="https://www.tsupaman.com">TsupamaN.com</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เตรียมรับมือ 7 โรค หน้าร้อนนี้</title>
		<link>https://www.tsupaman.com/2014/02/7-%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[TsupamaN]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 21 Feb 2014 09:04:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[โรคขาดน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคช็อคแดด]]></category>
		<category><![CDATA[โรคพิษจากน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคร้อนลงผิว]]></category>
		<category><![CDATA[โรคหวัดฟุดฟิด]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเก่ากำเริบ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเบื่ออาหาร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.tsupaman.com/?p=563</guid>

					<description><![CDATA[<p>พบ 7 โรคฮิตในหน้าร้อน และ 10 บัญญัติตามคำแนะนำแพทย์ ช่วยร่างกายแกร่งฝ่าไอร้อน ร้อนนี้ ไม่ว่าจะต้องอยู่เผชิญแดดจ้ากลางแจ้ง หรือเลือกหลบร้อนไปอยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำๆ ก็มีสิทธิ์ป่วยได้ทั้งนั้น โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เผย 7 โรคฮิตที่มักทำให้คนเมืองป่วยในหน้าร้อน เริ่มจาก ‘โรคช็อคแดด’ (Heatstroke) ป่วย ด้วยความร้อนที่ขึ้นสูงจัด สมองทนไม่ไหวก็เข้าโหมดเออเร่อเสียดื้อๆ จนกลายเป็นลม ความดันตกถึงขั้นชัก คนที่ไวต่อช็อคแดด คือ เด็ก, ผู้อาวุโส และคนที่มีโรคประจำตัว บางทีในนักกีฬาก็เกิดได้รวมถึงคนที่ขาดน้ำ ต่อด้วย ‘โรคขาดน้ำ’ ทำให้ร่างกายเพลียไวต่อความเครียด และเหนื่อยล้า พาให้หงุดหงิดไม่สบายอารมณ์ การขาดน้ำทำให้เกิดโรคปวดหัวแบบไมเกรน, ปวดท้องประจำเดือน, สิวขึ้น, หน้าแห้ง, ไร้เรี่ยวแรงและไข้ขึ้นได้ง่าย แค่กินน้ำไม่พอก็จะนำอีกหลายโรคตามมา และตามด้วย ‘โรคพิษจากน้ำ’ น้ำในหน้าร้อนไม่น่าไว้ใจ ไม่ว่าจะน้ำดื่มหรือน้ำเป็นตัว อย่างน้ำแข็ง ไอศกรีม ทานมากนอกจากปวดหัวจี๊ดได้แล้วยังทำให้ปวดท้อง ป่วยด้วยโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร การเกิดพิษจากน้ำในหน้าร้อนมาจากการปนเปื้อนของน้ำ เช่น แช่น้ำแข็งร่วมตู้กับของสดหรือตู้ไอศกรีมที่เปิดปิดไม่เป็นเวลา ยังมี [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.tsupaman.com/2014/02/7-%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99">เตรียมรับมือ 7 โรค หน้าร้อนนี้</a> appeared first on <a href="https://www.tsupaman.com">TsupamaN.com</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div id="stcpDiv">
<div id="featured-caption">
<div><strong>พบ 7 โรคฮิตในหน้าร้อน และ 10 บัญญัติตามคำแนะนำแพทย์ ช่วยร่างกายแกร่งฝ่าไอร้อน</strong></div>
</div>
<div id="content">
<p>ร้อนนี้ ไม่ว่าจะต้องอยู่เผชิญแดดจ้ากลางแจ้ง หรือเลือกหลบร้อนไปอยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำๆ ก็มีสิทธิ์ป่วยได้ทั้งนั้น โดย <strong>นพ.กฤษดา ศิรามพุช</strong> ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ เผย 7 โรคฮิตที่มักทำให้คนเมืองป่วยในหน้าร้อน</p>
</div>
<p><a href="https://www.tsupaman.com/wp-content/uploads/2014/01/7-sick-in-summer.jpg" data-rel="lightbox-gallery-kcT9eJBF" data-rl_title="" data-rl_caption="" title=""><img decoding="async" class="aligncenter  wp-image-564" src="https://www.tsupaman.com/wp-content/uploads/2014/01/7-sick-in-summer.jpg" alt="7-sick-in-summer" width="558" height="301" srcset="https://www.tsupaman.com/wp-content/uploads/2014/01/7-sick-in-summer.jpg 620w, https://www.tsupaman.com/wp-content/uploads/2014/01/7-sick-in-summer-300x162.jpg 300w" sizes="(max-width: 558px) 100vw, 558px" /></a></p>
</div>
<div>
<div id="stcpDiv">
<p>เริ่มจาก <strong>‘โรคช็อคแดด’ (Heatstroke) </strong>ป่วย ด้วยความร้อนที่ขึ้นสูงจัด สมองทนไม่ไหวก็เข้าโหมดเออเร่อเสียดื้อๆ จนกลายเป็นลม ความดันตกถึงขั้นชัก คนที่ไวต่อช็อคแดด คือ เด็ก, ผู้อาวุโส และคนที่มีโรคประจำตัว บางทีในนักกีฬาก็เกิดได้รวมถึงคนที่ขาดน้ำ</p>
<p>ต่อด้วย <strong>‘โรคขาดน้ำ’ </strong>ทำให้ร่างกายเพลียไวต่อความเครียด และเหนื่อยล้า พาให้หงุดหงิดไม่สบายอารมณ์ การขาดน้ำทำให้เกิดโรคปวดหัวแบบไมเกรน, ปวดท้องประจำเดือน, สิวขึ้น, หน้าแห้ง, ไร้เรี่ยวแรงและไข้ขึ้นได้ง่าย แค่กินน้ำไม่พอก็จะนำอีกหลายโรคตามมา</p>
<p>และตามด้วย<strong> ‘โรคพิษจากน้ำ’ </strong>น้ำในหน้าร้อนไม่น่าไว้ใจ ไม่ว่าจะน้ำดื่มหรือน้ำเป็นตัว อย่างน้ำแข็ง ไอศกรีม ทานมากนอกจากปวดหัวจี๊ดได้แล้วยังทำให้ปวดท้อง ป่วยด้วยโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร การเกิดพิษจากน้ำในหน้าร้อนมาจากการปนเปื้อนของน้ำ เช่น แช่น้ำแข็งร่วมตู้กับของสดหรือตู้ไอศกรีมที่เปิดปิดไม่เป็นเวลา</p>
<p>ยังมี<strong> ‘โรคเก่ากำเริบ’</strong> ผู้ที่มีโรคความดันสูง, เบาหวาน หรืออาการปวดมึนศีรษะง่ายอยู่แล้ว จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นยามอยู่ในที่ร้อนจัดและมีความเครียด <strong>‘โรคร้อนลงผิว’</strong> (Heat rash, Prickly heat) ผดผื่นคันผิวจะเคล้าความดุเดือดแอ็กชั่นจากอาการคัน ซึ่งไม่ควรโรยแป้งลงบนผื่นถ้าไม่แน่ใจเพราะอาจเป็นการช่วยส่งเสริมให้เชื้อ ที่ผิวหนังลงหลักปักฐานกันแน่นหนามากขึ้น และขอให้ระวังน้ำอุ่นไว้ด้วย</p>
<p><strong>‘โรคเบื่ออาหาร’ </strong>การกินหน้าร้อนให้อร่อยต้องค่อยๆ รับประทาน เพราะท้องไส้ยามนี้พาลจะเบื่อ เลี่ยน เอียนอาหาร ควรงดของมัน, อาหารทอด และกะทิ แนะเลือกกินเป็นเฉาก๊วย, น้ำรากบัว, หล่อฮั้งก้วย, เก๊กฮวย หรือแตงไทยเย็นๆ ก็ได้</p>
<p>สุดท้าย<strong> ‘โรคหวัดฟุดฟิด’ </strong>ใช่จะฮิตเฉพาะในหน้าหนาว แต่หน้าร้อนก็ป่วยกันมาก เพราะเปิดแอร์กันจนเป็นหมีขั้วโลกแล้วเดินเข้าออกร้อนทีเย็นที ร่างกายปรับไม่ทันก็ป่วยไป กลายเป็นไข้หวัดเอื้ออาทรกันทั้งโรงเรียนและบริษัท ทางที่ดีควรจัดให้มีเวลาพักแอร์หรือปรับอุณหภูมิไม่ให้เย็นจัดเกินไป</p>
<p>ขณะที่ <strong>10 บัญญัติขจัดโรคร้อน ‘ดื่มให้พอ’ </strong>ดื่มเรื่อยๆ มีเทคนิคคือตั้งขวดน้ำไว้หน้าโต๊ะทำงานแล้วปฏิญาณว่าวันนี้จะดื่มให้หมดขวด ในผู้ที่ชอบออกกำลังฤดูนี้ต้องยั้งพลังไว้บ้าง แล้วดื่มน้ำให้มากก่อนลงสนาม <strong>‘รอเข้าวิน’</strong> ขออย่าเพิ่งเข้าห้องปรับอากาศทุกครั้งร่ำไป ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ให้หาเสื้อไว้เปลี่ยน เผื่อถ้าเดินชื้นเหงื่อมาแล้วต้องเข้าออฟฟิศทำงานเลย จะทำให้ร่างกายเย็นจนเป็นหวัดไม่สบาย</p>
<p><strong>‘กินให้น้อย’</strong> ขออย่าให้กินอิ่มเกินไป เพราะทำให้อาหารไม่ย่อยและป่วยไข้ได้ ความร้อนทำให้อาหารบูดเสียเร็วไม่เว้นแม้ในกระเพาะลำไส้<strong> ‘ค่อยๆ ออก’ </strong>หมาย ถึงออกกำลังกายให้เพลาลง มีหลายท่านที่ช็อคแดดในหน้าร้อนในฟิตเนสกันมาแล้ว หาเอ็กเซอไซส์โหมดเบาๆ ให้เหมาะกับตัวเรา คือ ไม่เหนื่อยลิ้นห้อย</p>
<p><strong>‘บอกถ้าป่วย’ </strong>หากท่านมีโรคประจำตัวอยู่ขอให้คอยระวัง ไว้เวลาเหนื่อยแล้วต้อง ‘เพลา’ ลงบ้าง เพราะโรคร้ายอย่างสโตร้ค อัมพฤกษ์ อัมพาต กับโรคหัวใจจะมาถามหาเวลาร้อนจัด หากมีโรคประจำตัวที่ว่าการหารือกับคุณหมอไว้ก่อนให้ปรับยาก็จะดี</p>
<p><strong>‘ช่วยนอนเร็ว’ </strong>การนอนช่วยดับร้อนได้ส่วนหนึ่ง คือ ช่วยให้ร่างกายได้พักผ่อนซ่อมแซมตัวเองหลังจากผจญไอร้อนมาทั้งวัน ความร้อนทำให้เสียน้ำ, หัวใจเต้นเร็ว และเสียเกลือแร่ในร่างกาย ตัวเราจะใช้เวลานอนนั้นในการ ‘ยกเครื่อง’ ปะผุพ่นสีใหม่ให้ตื่นมามีแรงอีกครั้ง<strong> ‘เจลลดไข้’</strong> ใช้ได้ในเด็กที่ใกล้จะช็อคแดดหรือซึมลงจากอากาศร้อนเพราะช่วยลดได้ทันใจไม่ อันตราย ดีกว่าจับอาบราดน้ำเย็นเป็นเด็กลูกกรอกตัวสั่นฟันกระทบกึก</p>
<p><strong>‘ไม่กินหวาน’</strong> รสหวานถือเป็นการเร่งให้ร่างกายต้องเผาผลาญอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำตาล จะทำให้ ‘เครื่องใน’ เกิดอาการป่วยได้ เพราะในของหวานมีน้ำตาลที่ทำให้เกิดกระบวนการ ‘ไกลเคชั่น’ อันทำให้เกิดเสื่อมอักเสบขึ้น เรียกว่าร้อนต่อร้อนมาเจอกันถึง 2 เด้ง <strong>‘อาหารเย็น’ </strong>เป็น เครื่องดับร้อนที่ควรเลือกหา จะรับเป็นแบบไทยๆ ก็มีแกงส้ม, ข้าวแช่, แตงไทยน้ำกะทิ, น้ำมะตูม หรือแบบเทศก็มีเฉาก๊วย, สมู้ทตี้แตงโม, เก๊กฮวยเย็น, ต้มมะระ ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ</p>
<p>สุดท้าย<strong> ‘เน้นธรรมชาติ’ </strong>คนไทยรุ่นใหม่ใช้แอร์เป็น เครื่องดับร้อนจึงทำให้ยิ่ง ‘ร้อนใน’ เพราะแอร์เป็นอากาศแห้งและเย็นทำให้เกิดอักเสบทางเดินหายใจง่าย ที่ไหนมีแอร์ที่นั่นมีสิทธิ์ป่วย ทั้งนี้ไม่ได้ให้งดใช้แอร์ แต่ลองสลับดูบ้าง อย่างร้อนนักก็อาบน้ำให้ชื่นใจ หรือใช้แป้งเย็นโรยตัวก็ได้.</p>
</div>
</div>
<p>The post <a href="https://www.tsupaman.com/2014/02/7-%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84-%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99">เตรียมรับมือ 7 โรค หน้าร้อนนี้</a> appeared first on <a href="https://www.tsupaman.com">TsupamaN.com</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เทคนิคเสริมทักษะ “อ่านจำ อ่านเข้าใจ” สอบได้ชัวร์</title>
		<link>https://www.tsupaman.com/2014/02/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[TsupamaN]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 07 Feb 2014 08:47:47 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[การอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคนิคเสริมทักษะ การอ่าน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.tsupaman.com/?p=548</guid>

					<description><![CDATA[<p>การสอบให้ได้ผลตามเป้าหมาย สิ่งสำคัญ คือ ทักษะการจำ-การทำ ความเข้าใจอย่างมีประสิทธิภาพ ระหว่างเรียน และทบทวน ซึ่งปัจจัยข้างต้นสามารถฝึกฝนได้ ช่วยสร้างความมั่นใจทุกสนามสอบ เริ่มจากพิจารณาส่วนประกอบของเนื้อหาคร่าว ๆ โดยอ่านคำนำ สารบัญ คำชี้แจง คำนิยม ภาคผนวก เพื่อรู้ถึงประเด็นหลัก ๆ ว่าเกี่ยวข้องกับอะไร หนังสือกำลังจะบอกอะไร อ่านแล้วจะรู้อะไร เป็นการกำหนดขอบเขต หรือ โฟกัสแนวทางสร้างความเข้าใจได้ถูกจุด จากนั้น จับประเด็น พร้อมทำความเข้าใจเป็นระยะ โดยหมั่นตั้งคำถาม เช่น หากอ่านจบบทย่อย หรือ บทใหญ่ ให้ถามตัวเองว่า มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องใด ส่งผลอย่างไร เมื่อตรวจสอบความเข้าใจถูกต้องแน่นอนแล้ว อาจบันทึกเป็นข้อความสั้นในกระดาษ หรือ ทำเป็นมายแมปปิ้ง เพื่อสะดวกในการจำ และทบทวนได้ตรงประเด็นภายหลัง หรือ จินตนาการ วาดภาพเนื้อหาขึ้นในใจ ดำเนินเป็นเรื่องราว โดยผูกโยงประเด็นสำคัญแต่ละบทต่อเนื่อง จะช่วยจำได้ดีขึ้น นอกจากนั้น การคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน สามารถเพิ่มความเข้าใจได้ดีเช่นกัน เตรียมพร้อมสะสมความรู้ทุกวัน เมื่อใกล้สอบสมองก็จะปลอดโปร่ง เพราะไม่ต้องหักโหมอ่านมากเกินไป มั่นใจพร้อมลุย.</p>
<p>The post <a href="https://www.tsupaman.com/2014/02/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99">เทคนิคเสริมทักษะ “อ่านจำ อ่านเข้าใจ” สอบได้ชัวร์</a> appeared first on <a href="https://www.tsupaman.com">TsupamaN.com</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<div id="stcpDiv">การสอบให้ได้ผลตามเป้าหมาย สิ่งสำคัญ คือ ทักษะการจำ-การทำ ความเข้าใจอย่างมีประสิทธิภาพ ระหว่างเรียน และทบทวน ซึ่งปัจจัยข้างต้นสามารถฝึกฝนได้ ช่วยสร้างความมั่นใจทุกสนามสอบ</div>
<p><a href="https://www.tsupaman.com/wp-content/uploads/2014/01/reading-and-memory.jpg" data-rel="lightbox-gallery-NVoS1YfW" data-rl_title="" data-rl_caption="" title=""><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-549" src="https://www.tsupaman.com/wp-content/uploads/2014/01/reading-and-memory.jpg" alt="reading-and-memory" width="620" height="334" srcset="https://www.tsupaman.com/wp-content/uploads/2014/01/reading-and-memory.jpg 620w, https://www.tsupaman.com/wp-content/uploads/2014/01/reading-and-memory-300x162.jpg 300w" sizes="(max-width: 620px) 100vw, 620px" /></a></p>
<div id="stcpDiv">
<p><strong>เริ่มจากพิจารณาส่วนประกอบของเนื้อหาคร่าว ๆ</strong> โดยอ่านคำนำ สารบัญ คำชี้แจง คำนิยม ภาคผนวก เพื่อรู้ถึงประเด็นหลัก ๆ ว่าเกี่ยวข้องกับอะไร หนังสือกำลังจะบอกอะไร อ่านแล้วจะรู้อะไร เป็นการกำหนดขอบเขต หรือ โฟกัสแนวทางสร้างความเข้าใจได้ถูกจุด</p>
<p><strong>จากนั้น จับประเด็น พร้อมทำความเข้าใจเป็นระยะ โดยหมั่นตั้งคำถาม</strong> เช่น หากอ่านจบบทย่อย หรือ บทใหญ่ ให้ถามตัวเองว่า มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องใด ส่งผลอย่างไร เมื่อตรวจสอบความเข้าใจถูกต้องแน่นอนแล้ว อาจบันทึกเป็นข้อความสั้นในกระดาษ หรือ ทำเป็นมายแมปปิ้ง เพื่อสะดวกในการจำ และทบทวนได้ตรงประเด็นภายหลัง</p>
<p><strong>หรือ จินตนาการ วาดภาพเนื้อหาขึ้นในใจ ดำเนินเป็นเรื่องราว</strong> โดยผูกโยงประเด็นสำคัญแต่ละบทต่อเนื่อง จะช่วยจำได้ดีขึ้น <strong>นอกจากนั้น การคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน สามารถเพิ่มความเข้าใจได้ดีเช่นกัน</strong></p>
<p><strong>เตรียมพร้อมสะสมความรู้ทุกวัน เมื่อใกล้สอบสมองก็จะปลอดโปร่ง เพราะไม่ต้องหักโหมอ่านมากเกินไป มั่นใจพร้อมลุย.</strong></p>
</div>
<p>The post <a href="https://www.tsupaman.com/2014/02/%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b0-%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99">เทคนิคเสริมทักษะ “อ่านจำ อ่านเข้าใจ” สอบได้ชัวร์</a> appeared first on <a href="https://www.tsupaman.com">TsupamaN.com</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
